หลังจากเป็นสมรภูมิต่อสู้อย่างดุเดือดทางเกมฟุตบอลมากว่า 3 สัปดาห์ ในที่สุด “เอเชียนคัพ” ศึกฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชีย ซึ่งครั้งนี้ได้มาอุบัติขึ้นบนแผ่นดินชาติเอเชียกลายพันธุ์อย่าง ออสเตรเลีย ก็ปิดฉากลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ
โดย “แชมป์” ตกเป็นของ “เจ้าภาพ” ออสเตรเลีย ที่เฉือนเอาชนะ เกาหลีใต้ ในรอบชิงชนะเลิศไปได้แบบดราม่าสุดๆ ซึ่งต้องต่อสู้กันถึง 120 นาทีเต็ม และอันดับที่ 3 ตกเป็นของ ยูเออี ที่เฉือนเอาชนะ อิรัก ไปอย่างสุดมันส์ 3–2
แต่ก่อนที่ “เอเชียนคัพ” บนแผ่นดิน ออสเตรเลีย ครั้งนี้จะลาจากไปอย่างสมบูรณ์พร้อมกับการเริ่มต้นนับถอยหลังไปสู่ “เอเชียนคัพ” ปี 2019 หรือในอีก 4 ปีข้างหน้า เราลองมาดูกันดีกว่าครับว่าตลอดระยะเวลา 23 วัน 32 แมตช์การแข่งขันที่ผ่านมา มีบทสรุปอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง
โดย “แชมป์” ตกเป็นของ “เจ้าภาพ” ออสเตรเลีย ที่เฉือนเอาชนะ เกาหลีใต้ ในรอบชิงชนะเลิศไปได้แบบดราม่าสุดๆ ซึ่งต้องต่อสู้กันถึง 120 นาทีเต็ม และอันดับที่ 3 ตกเป็นของ ยูเออี ที่เฉือนเอาชนะ อิรัก ไปอย่างสุดมันส์ 3–2
แต่ก่อนที่ “เอเชียนคัพ” บนแผ่นดิน ออสเตรเลีย ครั้งนี้จะลาจากไปอย่างสมบูรณ์พร้อมกับการเริ่มต้นนับถอยหลังไปสู่ “เอเชียนคัพ” ปี 2019 หรือในอีก 4 ปีข้างหน้า เราลองมาดูกันดีกว่าครับว่าตลอดระยะเวลา 23 วัน 32 แมตช์การแข่งขันที่ผ่านมา มีบทสรุปอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง
1. ความสำเร็จของ “ออสเตรเลีย”
ปฏิเสธไม่ได้ครับว่า ออสเตรเลีย คือชาติที่ประสบความสำเร็จอย่างมากจากศึก “เอเชียนคัพ” ในครั้งนี้ บางที่อาจจะเป็นชาติที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก็ว่าได้เนื่องจากได้รับทั้ง “ความสำเร็จจากผลการแข่งขัน”และ “ความสำเร็จจากการจัดการแข่งขัน”
โดย “ความสำเร็จจากผลการแข่งขัน” ไม่ใช่เพียงแค่ได้จารึกเรื่องราวหน้าใหม่ลงบนพงศาวดารลูกหนังเอเชีย ด้วยการยึดครองบัลลังก์เจ้าเอเชียได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่พวกเขายังได้รางวัลอันทรงเกียรติทั้ง “ส่วนรวม” และ “ส่วนตัว” จาก “เอเชียนคัพ” ครั้งนี้ไปครอบครองประดับบารมีศักดิ์ศรี“แชมป์” อีกหลายรางวัลด้วยกัน
ทั้งรางวัล “ส่วนรวม” อย่าง “แฟร์เพลย์ อวอร์ด” และรางวัล “ส่วนตัว” อย่าง “ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม”ของ แมทธิว ไรอัน และ “ผู้เล่นทรงคุณค่า” ของ มัสซิโม่ ลูอองโก
ส่วน “ความสำเร็จจากการจัดการแข่งขัน” ก็ด้วยสถิติผู้ชมในสนามที่มีผู้ชมตลอดทัวร์นาเมนต์รวมทั้งสิ้น 649,705 คน หรือเฉลี่ย 20,303 คนต่อหนึ่งเกม ซึ่งนับเป็นครั้งที่มีผู้ชมสูงสุดติดอันดับต้นๆ ครั้งหนึ่งของ “เอเชียนคัพ” และถ้าหากเทียบกับเมื่อ 4 ปีก่อนที่ กาตาร์ ก็สังเกตได้ว่าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยครั้งนั้นมีผู้ชมในสนามรวม 405,361 คน หรือเฉลี่ย 12,668 คนต่อเกมเท่านั้น
โดย “ความสำเร็จจากผลการแข่งขัน” ไม่ใช่เพียงแค่ได้จารึกเรื่องราวหน้าใหม่ลงบนพงศาวดารลูกหนังเอเชีย ด้วยการยึดครองบัลลังก์เจ้าเอเชียได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่พวกเขายังได้รางวัลอันทรงเกียรติทั้ง “ส่วนรวม” และ “ส่วนตัว” จาก “เอเชียนคัพ” ครั้งนี้ไปครอบครองประดับบารมีศักดิ์ศรี“แชมป์” อีกหลายรางวัลด้วยกัน
ทั้งรางวัล “ส่วนรวม” อย่าง “แฟร์เพลย์ อวอร์ด” และรางวัล “ส่วนตัว” อย่าง “ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม”ของ แมทธิว ไรอัน และ “ผู้เล่นทรงคุณค่า” ของ มัสซิโม่ ลูอองโก
ส่วน “ความสำเร็จจากการจัดการแข่งขัน” ก็ด้วยสถิติผู้ชมในสนามที่มีผู้ชมตลอดทัวร์นาเมนต์รวมทั้งสิ้น 649,705 คน หรือเฉลี่ย 20,303 คนต่อหนึ่งเกม ซึ่งนับเป็นครั้งที่มีผู้ชมสูงสุดติดอันดับต้นๆ ครั้งหนึ่งของ “เอเชียนคัพ” และถ้าหากเทียบกับเมื่อ 4 ปีก่อนที่ กาตาร์ ก็สังเกตได้ว่าเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยครั้งนั้นมีผู้ชมในสนามรวม 405,361 คน หรือเฉลี่ย 12,668 คนต่อเกมเท่านั้น
2. “ยูเออี” ที่กลายมาเป็นทีมที่ต้องจับตา
ก่อนหน้าที่จะมายังแผ่นดินออสเตรเลียเพื่อลงทำศึก “เอเชียนคัพ” คงไม่มีใครให้ความสนใจกับขุนพล “อัล อับยาด” มากเท่าไหร่ และคิดว่าคงกระเด็นตกรอบไปเสียตั้งแต่เนิ่นๆ
ทว่าหลังจบสิ้น “เอเชียนคัพ” บนแผ่นดินออสเตรเลีย เชื่อเหลือเกินว่าทุกสายตากำลังจับจ้องมองทีมมหาเศรษฐีจากตะวันออกกลางทีมนี้อย่างแน่นอน
ผลงานที่ยอดเยี่ยมตลอด “เอเชียนคัพ” โดยเฉพาะการเขี่ย ญี่ปุ่น “แชมป์เก่า” และ “เต็งแชมป์” ตกรอบควอเตอร์ไฟนอล จนสามารถทะลุถึงรอบรองชนะเลิศได้ก่อนจะแพ้ ออสเตรเลีย ไปแบบสูสี และมาเฉือนเอาชนะ อิรัก คว้าอันดับ 3 มาครอง
ทว่าหลังจบสิ้น “เอเชียนคัพ” บนแผ่นดินออสเตรเลีย เชื่อเหลือเกินว่าทุกสายตากำลังจับจ้องมองทีมมหาเศรษฐีจากตะวันออกกลางทีมนี้อย่างแน่นอน
ผลงานที่ยอดเยี่ยมตลอด “เอเชียนคัพ” โดยเฉพาะการเขี่ย ญี่ปุ่น “แชมป์เก่า” และ “เต็งแชมป์” ตกรอบควอเตอร์ไฟนอล จนสามารถทะลุถึงรอบรองชนะเลิศได้ก่อนจะแพ้ ออสเตรเลีย ไปแบบสูสี และมาเฉือนเอาชนะ อิรัก คว้าอันดับ 3 มาครอง
รวมถึงความสามารถที่น่าตื่นตาตื่นใจของผู้เล่น ยูเออี วัยหนุ่มไม่ว่าจะเป็น โอมาร์ อับดุลราห์มาน, อเมอร์ อับดุลราห์มาน, อาลี มาบคุต หรือ อาเหม็ด คาลิล คือสิ่งที่สร้างชื่อให้กับ ยูเออี และกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ขุนพล “อัล อับยาด” ถูกจ้องจับตาว่าในอนาคตอันใกล้พวกเขาจะต้องกลายเป็นยอดทีมที่น่ากลัวของเอเชียอย่างแน่นอน
3. มาตรฐานของวงการฟุตบอลเอเชีย
สิ่งหนึ่งที่ “เอเชียนคัพ” บนแผ่นดินออสเตรเลีย ทำให้เราได้รู้ก็คือวงการฟุตบอลเอเชียมีมาตรฐานที่พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างน่าชื่นชม
หลายทีมระดับกลางในทวีปเอเชียสามารถพัฒนาตัวเองจนยกระดับมาตรฐานของตัวเองขึ้นมาได้อย่างยอดเยี่ยม อย่างเช่น อุซเบกิสถาน, จีน, ยูเออี และ อิรัก สังเกตได้จากการปะทะกับยอดทีม “บิ๊กโฟร์” ของเอเชียในรอบควอเตอร์ไฟนอล
หลายทีมระดับกลางในทวีปเอเชียสามารถพัฒนาตัวเองจนยกระดับมาตรฐานของตัวเองขึ้นมาได้อย่างยอดเยี่ยม อย่างเช่น อุซเบกิสถาน, จีน, ยูเออี และ อิรัก สังเกตได้จากการปะทะกับยอดทีม “บิ๊กโฟร์” ของเอเชียในรอบควอเตอร์ไฟนอล
ทีมระดับกลางเหล่านี้สู้กับ ยอดทีม “บิ๊กโฟร์” อย่าง ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้, อิหร่าน และ ญี่ปุ่น ได้อย่างสูสีไม่เป็นรอง ทั้งเรื่องทักษะความสามารถของผู้เล่น, แท็กติกการเล่น หรือแม้แต่สปีดบอลที่รวดเร็วพอๆกัน จน ยูเออี และ อิรัก สามารถพลิกล้ม ญี่ปุ่น และ อิหร่าน ลงได้
นั่นจึงแสดงให้เห็นการพัฒนาของวงการฟุตบอลเอเชียและแนวโน้มที่จะพัฒนาต่อไปในวันข้างหน้าได้เป็นอย่างดี
นั่นจึงแสดงให้เห็นการพัฒนาของวงการฟุตบอลเอเชียและแนวโน้มที่จะพัฒนาต่อไปในวันข้างหน้าได้เป็นอย่างดี
4. ดาวรุ่งจรัสแสงดวงใหม่
“เอเชียนคัพ” บนแผ่นดินออสเตรเลียได้สรรค์สร้างบรรดายอดแข้งดาวรุ่งจรัสแสงดวงใหม่ของวงการฟุตบอลเอเชียหลายต่อหลายรายอย่างปฏิเสธไม่ได้
อย่างเช่น แมทธิว ไรอัน กับ มัสซิโม่ ลูอองโก 2 ดาวรุ่งออสซี่ที่ผลงานและฟอร์มการเล่นทำให้เราแทบจะลืมมาร์ค ชวาร์เซอร์ และ มาร์ค เบรสชาโน่ ไปได้เลย หรือ อาลี มาบคุต เจ้าของรางวัล “ดาวซัลโว” และโอมาร์ อับดุลราห์มาน สองนักเตะจาก ยูเออี ก็สร้างผลงานระดับพรีเมี่ยมจนต้องจับตามอง
เชื่อเหลือเกินว่าอีกไม่นานเกินรอจะต้องมีดาวรุ่งที่แจ้งเกิดจาก “เอเชียนคัพ” ถูกดึงตัวเข้าสู่ทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปอย่างแน่นอน
อย่างเช่น แมทธิว ไรอัน กับ มัสซิโม่ ลูอองโก 2 ดาวรุ่งออสซี่ที่ผลงานและฟอร์มการเล่นทำให้เราแทบจะลืมมาร์ค ชวาร์เซอร์ และ มาร์ค เบรสชาโน่ ไปได้เลย หรือ อาลี มาบคุต เจ้าของรางวัล “ดาวซัลโว” และโอมาร์ อับดุลราห์มาน สองนักเตะจาก ยูเออี ก็สร้างผลงานระดับพรีเมี่ยมจนต้องจับตามอง
เชื่อเหลือเกินว่าอีกไม่นานเกินรอจะต้องมีดาวรุ่งที่แจ้งเกิดจาก “เอเชียนคัพ” ถูกดึงตัวเข้าสู่ทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปอย่างแน่นอน
5. สถิติที่ยากจะถูกทำลาย
ไม่น่าเชื่อว่า “เอเชียนคัพ” ศึกฟุตบอลชิงแชมป์ระดับทวีปเอเชียที่ถูกมองว่าด้อยค่าความสำคัญกว่าทัวร์นาเมนต์ชิงแชมป์แห่งชาติระดับทวีปอื่นๆ จะจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ซึ่ง “ยาก” ที่จะถูกทำลายให้แก่พงศาวดารลูกหนังโลก
นั่นคือสถิติการเป็นทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับ “เมเจอร์” (ฟุตบอลโลก, คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ และ ฟุตบอลชิงแชมป์ระดับทวีป) ที่ไม่มีการแข่งขันจบลงด้วยผลเสมอติดต่อกันยาวนานที่สุดที่ 24 นัด เพราะกว่าจะมีผลเสมอใน 90 นาทีเกิดขึ้นก็ต้องรอถึงนัดแรกของรอบควอเตอร์ไฟนอลแล้ว ผลบอลออนไลน์
ทั้งหมดทั้งมวลคือบทสรุปที่ได้จาก “เอเชียนคัพ” บนแผ่นดินออสเตรเลีย และตอนนี้เราคงได้แต่นั่งนับถอยหลังเฝ้ารอจนกว่าศึกฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชียจะหวนกลับคืนมาอีกครั้ง ไฮไลท์ฟุตบอล
นั่นคือสถิติการเป็นทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับ “เมเจอร์” (ฟุตบอลโลก, คอนเฟเดอเรชั่นส์ คัพ และ ฟุตบอลชิงแชมป์ระดับทวีป) ที่ไม่มีการแข่งขันจบลงด้วยผลเสมอติดต่อกันยาวนานที่สุดที่ 24 นัด เพราะกว่าจะมีผลเสมอใน 90 นาทีเกิดขึ้นก็ต้องรอถึงนัดแรกของรอบควอเตอร์ไฟนอลแล้ว ผลบอลออนไลน์
ทั้งหมดทั้งมวลคือบทสรุปที่ได้จาก “เอเชียนคัพ” บนแผ่นดินออสเตรเลีย และตอนนี้เราคงได้แต่นั่งนับถอยหลังเฝ้ารอจนกว่าศึกฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีปเอเชียจะหวนกลับคืนมาอีกครั้ง ไฮไลท์ฟุตบอล
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น